วันนี้ขออัพไดย้อนหลังหน่อยล่ะกัน
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ไปบ้านพักตากอากาศของครอบครัวแชเรตเหมือนเดิม อากาศดีมากเหมือนเดิม คือกำลังดี จะว่าร้อนก็ไม่ร้อนเกินไป หนาวก็ไม่มาก แต่ลมจะพัดมามากกว่าเลยทำให้รู้สึกหนาวลมนิดๆ
วันนี้เรารีเควสไปว่าอยากกินป๊อเปี๊ยะเหรอเปล่า จะได้เตรียมของไปทำกัน ทุกคนก็โอเคเซเยสกันหมด แต่พอมาเปิดตู้เย็นดู อ้ายตายแน่ๆแผ่นทำป๊อเปี๊ยะไม่มีหมด เราก็นึกว่ามันมีนี้น่า แต่มันหมดไปแล้วทำงัยดี
แล้ววันรุ่งขึ้นก็เป็นวันอาทิตย์ด้วย ร้านค้า ร้านรวงปิดกันหมด ทำงัยดี นึกถึงน้องดาได้ว่า เจ้านี้ชอบทำป๊อะเปี๊ยะ แตน้องเค้าไม่อยู่บ้าน ไปเยี่ยมครอบครัวอีกเมืองหนึ่ง แต่ก็คงคิดว่าน้องเค้าคงมีกุญแจฝากไว้กับเจ้าของบ้าน
โทรไปหาทำเสียงอ้อนๆว่ามีแผ่นป๊อเปี๊ยะเหรอเปล่า น้องเค้าก็บอกว่ามี ให้เราไปเอากุญแจกับเจ้าของบ้าน ดีน่ะที่ได้น้องดาช่วยไว้ ไม่งั้นเราคงแย่เลย อุตส่าห์รับปากไว้ดิบดี
นอนเล่นๆเลยถ่ายรูปแถวๆบ้านพักตากอากาศ วันนี้ท้องฟ้าแจ่มมากๆ เลย ที่นี้มีต้นไม้อยู่ไม่กี่ชนิด ที่เห็นรอบ ๆก็มีอยู่ชนิดเดียว
คนที่นี้เค้าจะอนุรักษ์ต้นไม้กันมากๆ ถ้าใครจะตัดต้นไม้ก็ต้องทำเรื่องขออนุญาตก่อน แล้วก็ต้องปลูกทดแทนแทนด้วย ไปไหนที่นี้ก็เลยเห็นแต่ต้นไม้ เต็มไปหมด

ยกขาชี้ฟ้าซ่ะงั้น คืออยากจะรู้ว่าจะสูงกว่ายอดไม้เหรอเปล่า อิอิ

เห็นมั้ยว่าอากาศแจ่มมากๆเลยวันนี้ ท้องฟ้าสีสดใสเชียว

หลังจากกนั้นก็แยกย้ายมาทำป๊อเปี๊ยะกัน งานนี้เราไม่ค่อยได้ช่วยเหลืออะรัยมากนัก เพราะเราบอกว่าเราขอเป็นเชฟ ยืนดูห่างๆเพราะอยากให้น้องๆกับพี่แชเรตทำเป็นด้วย
เราเคยสอนให้น้องแชเรต กับพี่สาวเค้าทำครั้งหนึ่ง เค้าก็เลยจำได้นิดหน่อย ซึงมันไม่อยากอะรัยมากนัก เตรียมผักเตรียมเครื่องปรุงให้ครบ แล้วเอามาผสมกัน ก็แค่นี้
แต่เราเป็นคนผสมเครื่องปรุงให้เพราะเค้ากลัวว่ารสชาติจะออกมาไม่อร่อย ที่เหลือคนอื่นจัดการหมด ทั้งห่อ ทั้งทอด เราได้แต่ยืนมอง แล้วก็มากินตอนหลัง
สามศรีพี่น้องช่วยกันใหญ่เลย ประกอบไปด้วย พี่สาว น้องสาว และน้องชายแชเรต

ส่วนเราไม่ต้องทำอะรัย ก็เลยจับเอ็มม่ามาถ่ายรูปเล่นกัน เอ็มม่าสองขวบกว่าๆแล้ว พูดได้เยอะมาก แล้วไม่ดื้อด้วย น่ารัก เรานี้หลงเอ็มม่ามากๆเลย

หลังจากผสมเสร็จแล้วก็ช่วยกันห่อ พี่น้องช่วยกันใหญ่เลย อิอิ เราบอกว่าต้องเก็บรูปเอาไว้ เพราะเป็นภาพที่ชวนมองมากๆเวลาเห็นน้องชายแชเรตช่วยห่อป๊อเปี๊ยะ พี่ๆน้องๆเค้าถามว่า แชเรตเคยช่วยเราทำมั้ย เราตอบว่าไม่เคยค่า แต่ช่วยกินค่า อันนี้ดีที่สุด ไม่ต้องช่วยทำ ขอให้เค้าช่วยกินเยอะๆก็พอ

พี่ๆน้อง ๆ แชเรต บอกว่าเป็นการทำที่ใช้เวลามากๆ เพราะไหนจะหั่นผักให้เป็นชิ้นล็ก ไหนจะต้องมาผสมให้มันคลุกเคล้ากัน ไหนจะต้องเอามาห่อ ไหนจะต้องเอามาทอด เป็นการที่ใช้เวลามากๆ เราบอกว่าไม่หรอก ถ้าทำเป็น ชำนาญ แป้บเดียวก็เสร็จแล้ว ซึ่งคนที่นี้เวลาจะทานอะรัยที่ไม่ช่ายพิเศษๆเค้าจะทานกันง่ายๆ เพราะไม่ต้องใช้เวลาในการทำมากนัก
เอ็มม่า น้องสาว แชเรต และก็หลานสาว ลูกพี่สาว แชเรต

แม่ของเอ็มม่า แม่เอ็มม่ามีน้อง เหมือนกับที่แม่มีเรา อายุเท่ากันกันเลย คือ สามสิบเก้าปี

สึชมพูอีกแล้ว วันนี้ได้เล่นน้ำด้วย น้ำเย็นชื่นใจมาก ดำผุดว่ายอยู่พักใหญ่ๆๆ ช่วงนี้คงไม่ได้ลงเล่นน้ำอีกนาน เพราะเริ่มหนาวอีกแล้ว อาจจะรออีกปีหน้าเลยก็ได้

หลานสาวแชรต คนนี้จำกันได้ป่าวค่ะ เค้าไปเมืองไทยพร้อมๆๆกับเราเมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เป็นเด็กที่น่ารักมากๆ แล้วก็สวยด้วย ตอนนี้เค้าจะไปเรียนเป็นพยาบาล รู้สึกว่าสามปีมั้ง

ป๊ะป๊า ของเอ็มม่า พ่อกับลูกหน้าเหมือนกันมาก เอ็มม่าไม่ค่อยเหมือนแม่ ออกมาทางพ่อมากกว่า

ก็หมดไปอีกวันกับวันดีๆ กับครอบครัวแชเรต ที่อบอุ่น และให้ความรัก ความเอาใจใส่กับเราเสมอมา
มาเข้าเรื่องปกติกันบ้างดีกว่า
เมื่อวาน ก็คือวันที่หนึ่ง สิงหา เราโทรไปหาพี่ชาย ที่กำลังไม่สบาย ซึ่งเราก็เพิ่งทราบข่าวว่าเค้าต้องผ่าตัดด้วย หลังจากที่เค้าหายใจไม่ออก เพราะว่ามันเจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้าออก ก่อนหน้าที่จะผ่าตัด ก็โดนเจาะมาสองครั้ง แต่ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร หมอก็เลยทำการผ่าตัด หลังจากผ่าตัดเสร็จอาการก็ดีขึ้น หายใจคล่องกว่าเดิม
เรากับพี่ชายเราไม่ค่อยได้โทรไปหาหรอกส่วนมากจะโทรผ่านทางพี่สะใภ้มากกว่า แต่เมื่อวานอยากได้ยินเสียงเค้ามากเลยโทรไปหาเค้า พอได้ยินเค้าแค่นั้นแหละ พูดไม่ออกเลย น้ำตาไหลออกอย่างกะสายน้ำ พี่ชายก็ถามว่าใครโทรมา เพราะตอนนั้นเราพูดไม่ออกงัย สักพักเราก็บอกว่า น้องเอง จำน้องได้มั้ย แล้วพี่ก็ถามว่าอยู่กรุงเทพเหรอ เพราะเบอร์ที่เราโทรไป มันจะขึ้นศูนย์สองตลอด เพราะโทรผ่านทางเน็ท เเรก็บอกว่าเปล่า
เราก็ถามว่าเป็นงัยมั้ง ตอนนั้นก็ยังร้องไห้อยู่น่ะ ปากก็บอกว่าดีจัยแล้วก็เป็นห่วงพี่มากๆ ที่พี่ไม่เป็นอะรัยมากกว่านี้
พี่เราก็บอกว่าพี่ไม่เป็นอะรัยมากแล้ว อย่าร้องไห้น่ะ พรุ่งนี้ก็ออกจากโรงบาลแล้ว เราก็บอกว่าไม่ร้องแล้ว แต่น้ำตายังไหลไม่หยุด เพราะครอบครัวเรายังไม่เคยมีใครเจ็บขนาดนี้มาก่อน แต่ตอนนี้ก็หายห่วงแล้วพี่ไม่ได้เป็นอะรัยมาก เพราะถึงมือหมอก่อนจะเป็นอะรัยมากกว่านี้
เมื่อวานก็คุยกับแม่ด้วย เราก็ร้องไห้อีก พอแม่เล่าให้ฟังว่าตอนไปเยี่ยมพี่ชาย เห็นสายต่างๆระโยงระยางไปหมดมาที่ตัวพี่ แม่เองพอเห็นลูกสภาพแบบนั้น ก็ร้องไห้หมดพุงเช่นกัน เราเองก็พลอยร้องไห้ไปด้วย
นี้แหละคนเป็นแม่ และครอบครัว ไม่อยากเห็นใครเจ็บ มันรับไม่ได้จริงๆ เราเองก็ไม่รู้จะรับได้เหรอเปล่า ถ้าใครเป้นอะรัยมากกว่านี้ ทั้งๆที่ปลอบใจตัวเองทุกครั้ง ว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรืองธรรมชาติชองมนุษย์และสัตว์ พอเอาเข้าจริงๆไม่รู้จะรับได้แค่ไหน
ดีน่ะที่พี่ชายเรามีประกัน ไม่งั้นค่าหมอ ค่าผ่า ค่าอย่างอื่นจิปาถะ ถ้าจ่ายเองคงไม่หวาดไม่ไหว ค่าผ่าก็สองแสนกว่าแล้ว ไหนค่าห้องอีก อีกสารพัด
อยากบอกกับทุกคนที่ผ่านมาอ่านว่า ทำประกันชีวิตกันเถอะค่ะ เพราะเราไม่รู้อนาคตกันข้างหน้าเลย ว่าจะเกิดอะรัยขึ้นกับชีวิตเราบ้าง มีประกันไว้จะได้อุ่นใจเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย
หลังจากที่คุยกับทางบ้านเสร็จ เราก็เศร้าๆมาตลอด เพราะเพิ่งผ่านจากการร้องไห้ และเป็นห่วงพี่ชายด้วย ที่นี้พอแชเรตพูดอะรัยขึ้นมา แล้วเราก็น้อยใจอีก เก็บเอาไปร้องอีก เพราะจากที่เศร้าๆอยู่แล้ว ก็เลยเศร้าไปกันใหญ่
จริงๆแล้วเรื่องไม่เป้นเรื่องถ้าเราปกติอยู่คือเราจะไม่คิดอะรัยมากเลย พอตัวเองอยู่ในอาการแบบนี้เราก็เลยงอนแชเรตเลย ไม่พูดไม่จา จนเค้าต้องมาขอโทษ มาง้อนง้อหลายครั้ง แต่เราไม่ได้โกรธอะรัยน่ะ แค่แบบว่ารู้สึกน้อยใจและก็คิดมาก แล้วก็คิดถึงครอบครัวที่ไทยด้วย อยากเห็นทุกคนอยู่ดีกินดี ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย แค่นี้เราก็สบายใจแล้ว อยู่นี้หมดห่วง
ตอนนี้ก็ดีกับแชรตแล้ว และเค้าคงไม่กล้าพูดแบบนั้นตลอดไปอีกชีวิตนี้ เพราะถ้าพูดขึ้นมาอีก เราก็ไม่โกรธน่ะ แค่เก็บผ้าใส่กระเป๋ากลับบ้านที่ไทย ก็แค่นี้ ไม่โวยวาย ไม่อะรัยทั้งสิ้น เพราะถือว่าที่ผ่านมาเคยพูดมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถ้าเอามาพูดอีก ถือว่าไม่รู้จักจำ ว่าเราไม่ชอบ
เราก็เป็นคนแบบนี้ ไม่โกรธ ไม่อาฆาต ไม่อยากทะเลาะ ไม่อะรัยทั้งสิ้น ทำได้อย่างเดียวคือถอยห่าง เพราะไม่อยากให้แบบเดิมๆเกิดขึ้นมาอีก
คนอ่านอย่าคิดมากน่ะค่ะ เรื่อง คู่ชีวิตก็เป็นแบบนี้ มีงอนง้อกันบ้าง แล้วแต่ละคู่ว่าจะโกรธกันเรื่องอะรัย เด่วๆๆก็ดีกันถ้ายังรักกันเหมือนดิม
พี่ชายแนนก็อาการดีขึ้นแล้วแต่ติดอยู่ที่ว่าเค้าเป็นเบาหวานด้วย กลัวว่าแผลที่ผ่าตัดจะหายช้าอย่างเดียว พี่ชายแนนห่างจากแนนแค่สามปีเอง
รักษาสุขภาพกันเยอะๆน่ะค่ะ จำไว้น่ะค่ะ เราไม่ได้เจ็บไข้คนเดียวเวลาเราเป็นอะรัยขึ้นมา ครอบครัวเราก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย
|